การวางแผนทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญที่หลายคนควรให้ความใส่ใจ เพราะสามารถช่วยลดความกังวลในยามที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด การมีแหล่งเงินสำรองเพื่อใช้ในเวลาจำเป็นจึงเป็นเรื่องที่ควรเตรียมความพร้อมไว้ บัตรกดเงินสดเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยม เนื่องจากช่วยให้เข้าถึงเงินสดได้อย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีข้อควรระวังที่อาจส่งผลต่อตัวเราหากใช้งานโดยขาดความระมัดระวัง ดังนั้น การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับบัตรกดเงินสดอย่างละเอียด รวมถึงการประเมินความเหมาะสมกับสถานะทางการเงินของแต่ละคน จึงเป็นสิ่งที่ดี เพื่อให้สามารถใช้งานเครื่องมือนี้ได้อย่างเหมาะสมและไม่สร้างภาระเพิ่มเติมในอนาคต
การวางแผนก่อนใช้บัตรกดเงินสด
สำหรับบัตรกดเงินสด การวางแผนล่วงหน้าช่วยให้สามารถประเมินสถานะทางการเงินได้อย่างชัดเจนและลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาในอนาคต การเข้าใจรายละเอียดเกี่ยวกับวงเงิน อัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมแฝง เป็นสิ่งที่ควรศึกษาก่อนสมัครหรือใช้งานบัตร นอกจากนี้ การกำหนดเป้าหมายในการใช้เงิน เช่น เพื่อแก้ไขปัญหาฉุกเฉินหรือเสริมสภาพคล่อง จะช่วยให้การใช้งานบัตรกดเงินสดเป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม ผู้ที่สนใจทำบัตรกดเงินสดควรคำนึงถึงความสามารถในการชำระคืน เพราะหากขาดการวางแผนที่ดี อาจนำไปสู่ภาระหนี้สะสมที่ยากจะควบคุมได้
ควรทำบัตรกดเงินสดไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินดีหรือไม่
การทำบัตรกดเงินสดอาจเป็นประโยชน์ในกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะสำหรับคนที่ยังไม่มีเงินสำรอง แต่ต้องระมัดระวังการใช้งานเพราะดอกเบี้ยสูงมาก
หากทำบัตรควรกำหนดวงเงินที่เหมาะสม (เช่น 20,000-30,000 บาท) และใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเท่านั้น ควรพยายามปรับพฤติกรรมทางการเงิน เช่น เก็บออมเงินสำรองฉุกเฉิน และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เพื่อลดความจำเป็นในการพึ่งพาบัตรกดเงินสด ในขณะเดียวกัน ก็มีประสบการณ์ลบที่บางคนอาจจะเจอด้วย เช่น การเจอปัญหาระบบบริการที่ล้าสมัย หรือการจ่ายดอกเบี้ยที่สูงจนกลายเป็นภาระทางการเงินในระยะยาว
ข้อดีของการทำบัตรกดเงินสด :
- หากจำเป็นต้องใช้เงินในสถานการณ์ฉุกเฉิน (เช่น ค่ารักษาพยาบาลหรือเหตุจำเป็นอื่นๆ) บัตรกดเงินสดสามารถช่วยให้มีสภาพคล่องทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาการยืมเงินจากคนอื่น
- บัตรกดเงินสดไม่เสียค่าธรรมเนียมหากไม่ใช้งาน ดังนั้นการทำไว้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตอาจเป็นทางเลือกที่ดี
- บัตรกดเงินสดช่วยให้สามารถฝ่าวิกฤติทางการเงินได้ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีเงินเก็บหรือแหล่งเงินสำรองฉุกเฉิน
ข้อควรระวังในการใช้บัตรกดเงินสด :
- ดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสดค่อนข้างสูง (ตามกฎหมายไม่เกิน 25% ต่อปี) ดังนั้นหากกดเงินสดออกมาแล้วไม่สามารถชำระคืนเต็มจำนวนได้ จะเกิดภาระหนี้สินสะสมที่ยากจะจัดการ
- การใช้งานบัตรกดเงินสดอย่างไม่มีวินัยอาจนำไปสู่ "วังวนหนี้" ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ทางการเงินแย่ลงเรื่อยๆ
- แนะนำว่าหากทำบัตร ควรมีวินัยและใช้เฉพาะกรณีจำเป็นจริงๆ ไม่ควรกดเงินมาใช้ฟุ่มเฟือย
คำแนะนำในการบริหารการเงิน :
- ก่อนตัดสินใจทำบัตรกดเงินสด ควรพยายามสร้างเงินสำรองฉุกเฉินของตนเอง เช่น เก็บเงินก้อนไว้ประมาณ 50,000 - 60,000 บาท เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินแทนการพึ่งพาบัตรกดเงินสด
- หากทำบัตรกดเงินสดไปแล้ว ควรควบคุมการใช้งานอย่างเคร่งครัด เช่น กดเงินเฉพาะเมื่อมีเหตุจำเป็นและวางแผนการชำระคืนอย่างรอบคอบ
- หากรายได้ตึงมือ ควรพยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ค่าแชร์หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่สำคัญ เพื่อเพิ่มเงินเก็บและลดภาระหนี้สิน
ความแตกต่างระหว่างบัตรกดเงินสดและแหล่งเงินกู้อื่น
บัตรกดเงินสดเป็นเพียงหนึ่งในหลายทางเลือกสำหรับการเข้าถึงเงินสด แต่มีความแตกต่างจากแหล่งเงินกู้ประเภทอื่น เช่น สินเชื่อบุคคลหรือบัตรเครดิต บัตรกดเงินสดมักอนุมัติง่ายและไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อบุคคลที่มีกำหนดระยะเวลาชำระชัดเจน ในขณะที่บัตรเครดิตเหมาะสำหรับการใช้จ่ายผ่านร้านค้าและมีระยะปลอดดอกเบี้ย หากต้องการเงินสดเพื่อใช้จ่ายโดยตรง บัตรกดเงินสดอาจตอบโจทย์ได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละแหล่งเงินกู้จะช่วยให้เลือกใช้งานได้ตรงกับความต้องการมากที่สุด
ความแตกต่างระหว่างกดเงินสดและการใช้จ่ายผ่านบัตร
การใช้บัตรกดเงินสดเพื่อกดเงินออกมาใช้จ่ายนั้นมีค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยที่สูงกว่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตอย่างชัดเจน เมื่อกดเงินสดออกมา ดอกเบี้ยจะเริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่มีการเบิกเงิน โดยไม่มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยเหมือนการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ซึ่งอาจทำให้ภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมีข้อได้เปรียบตรงที่หากชำระเต็มจำนวนภายในกำหนด จะไม่มีดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมใดๆ ดังนั้น หากต้องการลดภาระค่าใช้จ่าย ควรพิจารณาใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตแทนการกดเงินสดออกมาใช้งาน และต้องหลีกเลี่ยงการวนเวียนกดเงินเพื่อเอาไปใช้หนี้เก่า เพราะจะทำให้ติดอยู่ในวังวนของดอกเบี้ยที่สะสมมากขึ้นทุกวัน
บัตรกดเงินสดเพื่อใช้ผ่อนสินค้าแบบ 0%
- KTC PROUD: เป็นบัตรกดเงินสดที่สามารถใช้ผ่อนชำระสินค้าแบบ 0% ได้ แต่มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาผ่อนชำระ ซึ่งอาจไม่ครอบคลุมถึง 36 เดือนเหมือนบางบัตร นอกจากนี้ การอนุมัติอาจยากกว่าสำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
- TTB FLASH: เป็นบัตรกดเงินสดจากธนาคาร TTB สามารถผ่อนชำระสินค้าแบบ 0% นานสูงสุดถึง 60 เดือน (ขึ้นอยู่กับร้านค้าที่เข้าร่วมรายการ) อีกทั้งไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี อย่างไรก็ตาม การอนุมัติจะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและรายได้ เช่น กรณีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท จะได้วงเงินไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ต่อเดือน
- บัตรกดเงินสดอื่นๆ: เช่น AEON, Krungsri First Choice หรือ Umay+ แม้สมัครง่ายกว่า แต่ก็ขึ้นอยู่กับอายุและประวัติทางการเงินของผู้สมัคร โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 27 ปี อาจพบว่าการสมัครยากขึ้นหากมีภาระหนี้สินมากจากสถาบันการเงินอื่น
คำแนะนำเพิ่มเติม :
หากต้องการผ่อนสินค้าแบบ 0% ควรตรวจสอบร้านค้าที่เข้าร่วมโปรโมชั่นของบัตรแต่ละใบ เพื่อดูว่าบัตรใดรองรับสินค้าที่ต้องการ ควรประเมินความสามารถในการชำระคืน โดยเฉพาะหากมีรายได้ไม่สูงนัก แนะนำให้เก็บเงินสดแทนการกู้ยืมเพื่อป้องกันภาระหนี้สินที่อาจเกินตัว การสมัครบัตรกดเงินสดหรือสินเชื่ออื่นๆ อาจเป็นไปได้ยากหากมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด หรือมีประวัติการเงินไม่ดี
เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่างบัตรกดเงินสด vs บัตรเครดิต
การกดเงินสดจากบัตรกดเงินสดหรือบัตรเครดิตจะมีค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยสูง โดยดอกเบี้ยจะเริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่กดเงินสดออกมา ซึ่งอาจรวมถึงค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอีกด้วย
การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมีข้อได้เปรียบกว่า เพราะหากไม่มียอดค้างชำระจากเดือนก่อนหน้าและสามารถชำระเต็มจำนวนภายในกำหนด จะไม่มีดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมใดๆ
การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตดีกว่าบัตรกดเงินสด เพราะสามารถใช้ระยะปลอดดอกเบี้ย (ประมาณ 45-55 วัน) ได้ หากชำระเต็มจำนวนภายในกำหนด
แต่หากไม่มีความสามารถในการชำระเต็มจำนวน การใช้จ่ายผ่านบัตรก็อาจกลายเป็นภาระหนี้เพิ่มเติมได้เช่นกัน ควรหยุดการกดเงินสดและมองหาวิธีเพิ่มรายได้หรือลดค่าใช้จ่ายเพื่อหลุดพ้นจากวังวนหนี้สิน
การใช้งานบัตรกดเงินสด
บัตรกดเงินสดช่วยให้สามารถประคองชีวิตได้ในช่วงเวลาที่ลำบาก โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด หลายคนที่เคยใช้งานบัตรกดเงินสดมักจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือผู้ที่พบว่าบัตรกดเงินสดช่วยให้พวกเขาสามารถฝ่าวิกฤติทางการเงินได้ในช่วงเวลาที่ลำบาก เช่น เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด กลุ่มที่สองคือผู้ที่เจอปัญหาจากการใช้งานบัตรกดเงินสด เช่น การจ่ายดอกเบี้ยที่สูงจนกลายเป็นภาระทางการเงินในระยะยาว หรือการเจอปัญหาระบบบริการที่ล้าสมัย ดังนั้น การใช้งานบัตรกดเงินสดควรมีการวางแผนอย่างรอบคอบและใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางการเงินที่ยากจะแก้ไขในอนาคต
สมัครบัตรกดเงินสดและพบว่ามีเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารทันทีหลังจากสมัครเสร็จ
เงินที่โอนเข้าบัญชีธนาคารและดอกเบี้ย:
- เงินที่โอนเข้าบัญชีธนาคารหลังจากสมัครบัตรกดเงินสดสำเร็จหมายความว่าได้มีการเบิกวงเงินจากบัตรแล้ว ซึ่งจะเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันแรกที่เงินถูกโอนเข้าบัญชี
- อัตราดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสดตามกฎหมายไม่เกิน 25% ต่อปี (บางกรณีอาจแตกต่างไปตามข้อเสนอพิเศษของธนาคาร)
- หากไม่ได้ใช้เงินในบัญชี ควรชำระคืนเข้าบัตรทันที เพื่อหยุดการคิดดอกเบี้ย เพราะแม้ว่าจะไม่ได้ถอนเงินออกจากบัญชี แต่ดอกเบี้ยก็จะถูกคิดจากยอดเงินที่โอนเข้ามาอยู่ดี
การชำระคืนเงิน :
- แม้ยังไม่มีรายการแจ้งยอดชำระในแอปหรือใบแจ้งหนี้ สามารถชำระคืนได้ทันทีโดยโอนเงินกลับเข้าบัตรกดเงินสด เพื่อลดภาระดอกเบี้ยสะสม
- หากชำระเต็มจำนวนก่อนวันกำหนดชำระ จะไม่มีการคิดดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่หากชำระเพียงบางส่วน ดอกเบี้ยจะถูกคิดจากยอดคงเหลือเต็มจำนวน
- ในกรณีที่ชำระเกินกว่ายอดที่ต้องชำระ ยอดเงินที่เกินจะถูกเพิ่มกลับเข้าสู่วงเงินบัตรกดเงินสด
การใช้งานผ่าน Mobile Banking :
- สามารถใช้เงินในบัญชีที่รับโอนจากบัตรกดเงินสดผ่าน Mobile Banking ได้ เช่น การโอนเงินไปยังบัญชีอื่น การชำระค่าบริการต่างๆ เป็นต้น
- หากไม่ได้ใช้เงินในบัญชีที่โอนมา แนะนำให้โอนกลับเข้าบัตรกดเงินสดทันที เพื่อหยุดการคิดดอกเบี้ย
คำแนะนำเพิ่มเติม :
- หากไม่จำเป็นต้องใช้เงินทันที ควรชำระเงินกลับเข้าบัตรกดเงินสดทันทีหลังจากได้รับเงินโอน เพื่อป้องกันการเสียดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น
- เมื่อมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงิน สามารถทำการโอนเงินกลับเข้าบัญชีตนเองผ่านแอปพลิเคชัน หรือกดเงินสดออกมาได้ตามความต้องการ
- ควรตรวจสอบยอดคงเหลือและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อวางแผนการชำระคืนอย่างเหมาะสม
ประเด็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งานบัตรกดเงินสด :
- หลังจากสมัครบัตรกดเงินสด บางธนาคารอาจอนุมัติวงเงินและโอนเข้าบัญชีทันที โดยไม่ต้องรอรหัสบัตรทางไปรษณีย์ ซึ่งเป็นกระบวนการปกติของบางสถาบันการเงิน
- หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งาน ควรติดต่อธนาคารโดยตรงเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม
การโอนเงินจากบัตรกดเงินสดเข้าบัญชีธนาคารจะเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันแรกที่เงินถูกโอนเข้ามา แม้จะไม่ได้ใช้เงินในบัญชีก็ตาม ดังนั้น หากไม่จำเป็นต้องใช้เงินทันที ควรชำระคืนเข้าบัตรกดเงินสดทันทีเพื่อหยุดการคิดดอกเบี้ย และสามารถใช้งานเงินผ่าน Mobile Banking ได้เช่นเดียวกับการใช้เงินในบัญชีธนาคารปกติ
การสร้างเงินสำรองฉุกเฉินเพื่อทดแทนบัตรกดเงินสด
แม้ว่าบัตรกดเงินสดจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มีสภาพคล่องในยามฉุกเฉินได้ แต่การพึ่งพาบัตรกดเงินสดมากเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาทางการเงินในอนาคต ดังนั้น การสร้างเงินสำรองฉุกเฉินจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะสามารถช่วยลดความจำเป็นในการใช้บัตรกดเงินสดในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด การเริ่มต้นเก็บเงินก้อนเล็กๆ เช่น 30,000 บาท เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินจะช่วยให้คุณไม่ต้องพึ่งพาการกดเงินสดเมื่อมีเหตุจำเป็น อีกทั้งยังช่วยลดภาระดอกเบี้ยที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้บัตรกดเงินสดอีกด้วย การปรับพฤติกรรมทางการเงิน เช่น การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและการเพิ่มรายได้เสริม ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้มีเงินสำรองมากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้
การวางแผนการชำระคืนเพื่อลดภาระหนี้
เมื่อสมัครบัตรกดเงินสดแล้ว สิ่งสำคัญคือการวางแผนการชำระคืนอย่างรอบคอบ หากไม่จำเป็นต้องใช้เงินทันที ควรชำระเงินกลับเข้าบัตรกดเงินสดทันทีเพื่อหยุดการคิดดอกเบี้ย เพราะแม้ว่าจะไม่ได้ถอนเงินออกจากบัญชี แต่ดอกเบี้ยก็จะถูกคิดจากยอดเงินที่โอนเข้ามาอยู่ดี นอกจากนี้ หากมีเหตุฉุกเฉินจริงๆ ควรประเมินวงเงินที่เหมาะสมและใช้งานเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อป้องกันการเกิดหนี้สินสะสมที่ยากจะควบคุมได้ การชำระคืนควรทำตามกำหนดเวลาและพยายามชำระเต็มจำนวน หากไม่สามารถชำระเต็มจำนวนได้ ควรชำระมากกว่ายอดขั้นต่ำเพื่อลดภาระดอกเบี้ยในระยะยาว
ผลกระทบของการวนเวียนกดเงินสด "จ่ายหนี้แล้วกดเงินสดกลับมาใช้" เป็นวงจรที่เพิ่มภาระหนี้สินอย่างรวดเร็ว เนื่องจากดอกเบี้ยจากการกดเงินสดจะสะสมขึ้นทุกวัน และไม่มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยเหมือนการใช้จ่ายผ่านบัตร หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่ายหรือเพิ่มรายได้ มีแนวโน้มว่าสถานการณ์จะแย่ลงจนอาจเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องในอนาคต
คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาหนี้
- ปรึกษาเจ้าหนี้: ควรพูดคุยกับธนาคารหรือสถาบันการเงินเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ เช่น ลดดอกเบี้ย ขยายระยะเวลาชำระ หรือแปลงหนี้เป็นสินเชื่ออื่นที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า
- วางแผนการใช้จ่ายอย่างประหยัด: ควรจัดลำดับความสำคัญของค่าใช้จ่าย ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น งานสังคมหรือการเดินทางที่ฟุ่มเฟือย
- ทยอยปิดหนี้ทีละบัตร: พยายามจัดการหนี้ด้วยวิธี "ปิดทีละบัตร" โดยเริ่มจากบัตรที่มีดอกเบี้ยสูงสุดก่อน เพื่อลดภาระโดยรวม
- หารายได้เสริม: ควรมองหาโอกาสใหม่ๆ เช่น งานออนไลน์หรืองานพาร์ทไทม์
- รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : หากไม่สามารถจัดการหนี้ได้เอง ควรพิจารณาเข้าร่วมโครงการแก้ไขหนี้ เช่น "คลินิกแก้หนี้" หรือรอมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาล
สรุปข้อดีและข้อเสียของบัตรกดเงินสด
สรุปข้อดี
- แก้ไขปัญหาฉุกเฉินได้ทันที: บัตรกดเงินสดช่วยให้เข้าถึงเงินสดได้ทันใจเมื่อจำเป็น เช่น ค่ารักษาพยาบาลหรือเหตุไม่คาดคิด โดยไม่ต้องมีหลักประกัน
- เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเงินสำรองหมุนเวียนในยามจำเป็น โดยเฉพาะผู้มีรายได้ไม่สูง
- อนุมัติเร็วและสมัครง่าย: กระบวนการสมัครไม่ซับซ้อน บางแห่งอนุมัติภายใน 24 ชั่วโมง และไม่เสียค่าธรรมเนียมล่วงหน้า
- ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี: หลายสถาบันการเงินยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
- รวมหนี้ได้ในบางกรณี: บางธนาคารอนุญาตให้รวมหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่ออื่นเข้ามาในบัตรกดเงินสด เพื่อลดดอกเบี้ยและจัดการง่ายขึ้น
สรุปข้อเสีย
- ดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่ออื่น: ดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดสูงถึง 28% ต่อปี หากไม่ชำระคืนทันที อาจทำให้หนี้ทบต้นเร็ว
- เสี่ยงติดหนี้วังวน: การกดเงินสดบ่อยครั้งโดยไม่มีวินัยการชำระคืน อาจนำไปสู่การสะสมหนี้ระยะยาว
- ไม่เหมาะกับการใช้ฟุ่มเฟือย: ความสะดวกอาจนำมาซึ่งให้ใช้เงินเกินตัว โดยเฉพาะเมื่อไม่มีการวางแผนการใช้งาน
- ค่าธรรมเนียมแฝงจากการกดเงิน: หากกดเงินสดจากบัตรเครดิต จะมีค่าธรรมเนียมการกดเงินและดอกเบี้ยตั้งแต่วันแรก
เงื่อนไขการใช้งานที่ควรรู้
- วงเงินขึ้นอยู่กับรายได้: ธนาคารกำหนดวงเงินสูงสุดไม่เกิน 1.5-5 เท่าของรายได้ ขึ้นอยู่กับนโยบายแต่ละแห่ง
- คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก: ดอกเบี้ยคำนวณจากยอดเงินต้นที่เหลือ ช่วยลดภาระหากชำระคืนเร็ว
- ใช้ผิดวัตถุประสงค์อาจเสียประโยชน์: การกดเงินสดเพื่อลงทุนหรือใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แทนการแก้ไขปัญหาชั่วคราว อาจทำให้สถานะการเงินเสี่ยง
กลุ่มที่เหมาะสมัครบัตรกดเงินสด
- ผู้มีรายได้ประจำแต่ไม่สูงมาก เช่น มนุษย์เงินเดือนที่ต้องการสำรองเงินฉุกเฉิน แต่ไม่มีเงินเก็บเพียงพอ
- ผู้ต้องการจัดการหนี้หลายแห่ง: ใช้รวมหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคลให้เป็นก้อนเดียว เพื่อประหยัดดอกเบี้ย
ทางเลือกอื่นแทนบัตรกดเงินสด
- บัตรเครดิต: หากใช้จ่ายผ่านบัตรและชำระเต็มจำนวน จะไม่เสียดอกเบี้ย แต่ไม่เหมาะสำหรับกดเงินสด
- สินเชื่อส่วนบุคคล: อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าและเหมาะกับการกู้ยืมระยะยาว มีกำหนดชำระชัดเจน
ข้อควรปฏิบัติเมื่อใช้บัตรกดเงินสด
- กดเงินเฉพาะจำเป็น: ประเมินความจำเป็นจริงๆ ก่อนกดเงิน เพื่อป้องกันการใช้จ่ายเกินตัว
- ชำระคืนให้ตรงเวลา: จ่ายมากกว่ายอดขั้นต่ำเพื่อลดดอกเบี้ยสะสม และหลีกเลี่ยงการค้างชำระ
- ตรวจสอบวงเงินและดอกเบี้ยเสมอ: ติดตามยอดคงเหลือและอัตราดอกเบี้ยผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อไม่ให้พลาดการวางแผน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น